สิ้นสุดการรอคอย 20 ปี!
มิเกล อาร์เตต้า พา อาร์เซน่อล ขยับเข้าใกล้แชมป์ยุโรปมากสุดในรอบ 20 ปี เหลืออีกเพียงนัดเดียวเท่านั้นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ที่แฟนบอลปืนใหญ่ทุกคนรอคอยมาทั้งชีวิต
เกมนี้ อาร์เตต้า ยังคงไว้ใจขุมกำลังชุดเดิมจากเกมถล่มฟูแล่ม รวมถึงเจ้าหนู ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี่ วัย 19 ปี ที่ได้รับโอกาสออกสตาร์ตตัวจริงในแดนกลางเป็นนัดที่สองติดต่อกัน และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อจับคู่กับ เดแคลน ไรซ์ คุมจังหวะเกมได้อย่างเนียนตา
ประตูเดียวของเกมเกิดขึ้นในนาทีที่ 44 จากจังหวะที่ วิคเตอร์ โยเคเรส ฉีกออกมารับบอลด้านขวาก่อนเปิดให้เพื่อนร่วมทีม แม้โดนโหม่งเคลียร์เล็กน้อยแต่บอลไปถึง เลอันโดร ทรอสซาร์ ได้ซัดไปติดเซฟ แยน โอบลัค แต่มี บูคาโย่ ซาก้า ปาดเข้าซ้ำจ่อๆ ตุงตาข่ายให้ทีมขึ้นนำ และกลายเป็นประตูตัดสินเกมในที่สุด
ฝั่งทีมเยือน "ตราหมี" ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส ยูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เกือบทำแสบถึงสองครั้ง ครั้งแรกถูก เดแคลน ไรซ์ สไลด์ขวางไว้ได้ทันท่วงทีในต้นครึ่งแรก และครั้งที่สองในช่วงครึ่งหลังที่เจ้าตัวหลบ ดาบิด ราย่า ไปได้แล้ว แต่ถูก กาเบรียล ตามมาบดบี้จนเสียจังหวะท่ามกลางเสียงประท้วงเอาจุดโทษแต่ไม่เป็นผล
แม้ช่วงท้าย โยเคเรส จะพลาดโอกาสทองในการฝังลูกที่สอง แต่แนวรับปืนใหญ่ยังคงนิ่งพอที่จะรักษาสกอร์ จนกระทั่งเสียงนกหวีดยาวดังขึ้น ส่งพวกเขาสู่กรุงบูดาเปสต์ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ และจะได้พบกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทีมแชมป์เก่าจากฝรั่งเศสที่ผ่าน บาเยิร์น มิวนิค มาได้ในรอบตัดเชือกอีกคู่

ประตูของ ซาก้า ชี้ขาดชัยชนะ
อาร์เตต้า ให้สัมภาษณ์ด้วยความตื้นตันใจว่านี่คือหนึ่งในค่ำคืนที่เขามีความสุขที่สุดในฐานะคนทำทีม
"นี่คือคืนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพของผมเลยก็ว่าได้ พลังงานที่แฟนบอลสร้างขึ้นในวันนี้มันเหนือคำบรรยายจริงๆ มันยกระดับความเชื่อมั่นและความหลงใหลให้กับทุกคน ผมภูมิใจมาก"
"วิธีการที่พวกเขาร่วมลุ้นไปกับทุกจังหวะพร้อมๆ กับเรา มันทำให้ค่ำคืนนี้พิเศษ และมีเอกลักษณ์มาก ผมไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้ในสนามมาก่อนเลย
ทุกอย่างของที่เกิดขึ้นในนัดนี้ทั้งช่วงก่อนเกม ระหว่างเกม และหลังจบเกม ล้วนน่าขนลุกไปหมด แฟนบอล อาร์เซน่อล นับพันคนรวมตัวกันบริเวณหน้าสนามเพื่อรอต้อนรับนักเตะของทีมที่เดินทาง ขณะเดียวกันก็โห่ใส่เพื่อข่มขวัญนักเตะ แอต.มาดริด มีทั้งจุดพลุ และร้องเพลงเชียร์เสียงดัง เป็นบรรยากาสที่ยิ่งใหญ่และสุดคลั่งสมราคาเกมระดับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ
ระหว่างเกม เสียงเชียร์จากกูนเนอร์สก็ดังต่อเนื่อง ผลักดันทีมอย่างสุดชีวิต ป้าย Tifo ที่ขึงก่อนเกมก็ยิ่งใหญ่อลังการมากสุดเท่าที่เคยมีมา แสง สี เสียง จัดเต็มตระการตา ก่อนจบด้วยความแฮปปี้เอ็นดิ้งสมหวังได้เห็นทีมรักไปถึงนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลสโมสรยุโรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

"เราเพิ่งเคยเข้าชิงแค่สองครั้งในประวัติศาสตร์สโมสร บางวันผมก็ยังงงว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่กับอาชีพที่บ้าคลั่งนี้ แต่เมื่อผมมองไปที่อัฒจันทร์ เห็นรอยยิ้มและแววตาที่เป็นประกายของลูกทีมและสตาฟฟ์ ทุกอย่างที่เราทำมามันก็เมคเซนส์ทันที" อาร์เตต้า กล่าวต่อ
"เรารู้ดีว่ามันมีความหมายแค่ไหนสำหรับทุกคน พวกเราทุ่มเททุกอย่าง และนักเตะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังจากผ่านไป 20 ปี เรากลับมาสู่นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้งแล้ว"
ชัยชนะนัดนี้ทำให้ อาร์เซน่อล ยังคงรักษาสถิติไร้พ่ายในยุโรปฤดูกาลนี้ (ชนะ 11 เสมอ 3) โดยโค่นยักษ์ใหญ่มาทั้ง บาเยิร์น, อินเตอร์ มิลาน, สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ แอตเลติโก มาดริด
ในภาพรวมทุกรายการ นี่คือชัยชนะนัดที่ 42 ของ อาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือเป็นจำนวนนัดที่ชนะมากที่สุดที่เคยทำได้ในหนึ่งฤดูกาล โดยสถิติเดิมคือ 41 นัดที่เคยทำไว้ในปี 1970/71 ซึ่งเป็นปีที่เราคว้าสองแชมป์ใหญ่ที่สุดที่ลงแข่งในตอนนั้นทั้งแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ
ชัยชนะทั้ง 42 นัดนี้มาจากการลงเล่น 59 นัด รวมถึงชัยชนะ 11 นัดในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากนี้ยังรวมถึงการชนะในเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ถึง 24 นัด ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เราย้ายมาจากไฮบิวรี่ในปี 2006

อาร์เซน่อล เหลือเกมในบ้านอีกเพียงนัดเดียวในฤดูกาลนี้ คือการพบกับ เบิร์นลีย์ ในลีกคืนวันจันทร์หน้า ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งคืนที่น่าจดจำกับโอกาสลุ้นคว้าแชมป์อีกรายการอย่างพรีเมียร์ลีก
เหลืออีกเพียง 4 นัดเท่านั้น เพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการคว้า "ดับเบิ้ลแชมป์" ทั้งพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกของสโมสร จะเป็นภารกิจที่ยากอย่างยิ่งแน่นอน
แต่อย่างที่ อาร์เตต้า ว่าไว้ "ฉลองให้เต็มที่ แล้วรีบชาร์จแบตไปลุยกับ เวสต์แฮม ต่อทันที!"

