ชีวิตสองช่วงในรั้วสิงห์

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2569 คอลัมน์ สิงห์สนามจริง โดย ยักษ์เดนส์
174
ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
หลังเริ่มต้นอาชีพกับ เชลซี ในฐานะแข้งจาก อะคาเดมี่ และย้ายไปประสบความสำเร็จที่ แบล็คเบิร์น - แกรม เลอ โซซ์ ก็กลับมาสู่รั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในฐานะนักเตะชั้นนำ

    "การขายเขาคือความผิดพลาดที่ต้องใช้เงิรถึง 5 ล้านปอนด์ ในการแก้ไข" โคลิน ฮัทชินสัน อดีตผู้บริหารของ เชลซี พูดถึง แกรม เลอ โซซ์ ที่ "สิงห์บลูส์" ขายไป แบล็คเบิร์น ในราคาเพียง 7 แสนปอนด์ แต่ต้องซื้อกลับมาในราคา 5 ล้านปอนด์

    หลังขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1989 และย้ายไป "กุหลาบไฟ" ในปี 1993 เขาอยู่ในชุดแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 1994/95 และกลับมา เชลซี ในปี 1997 ในช่วงที่พีคสุดขีด

    "ผมได้รับโอกาสให้กลับมา เชลซี ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญสำหรับผมคือการกลับไปสู่ที่ที่มีเคยมีประวัติศาาสตร์ที่ซับซ้อน" เลอ โซซ์ พูดถึงการย้ายกลับ เชลซี

    "การจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนั้นเพื่อซื้อนักเตะที่พวกเขาขายออกไปเมื่อ 4 ปี ก่อนกลับมาต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมากจากสโมสร และมันก็มีความหมายกับผมมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการผมมากแค่ไหน"

    แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่ฝั่ง แกรม เลอ โซซ์ แต่ว่าทาง เชลซี เองก็ยกระดับแบบก้าวกระโดดกับการมาของ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล, มาร์ค ฮิวจ์ส และ รุด กุลลิท

    "เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผมอยู่กับสโมสรครั้งก่อน บรรยากาศต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มันเป็นไปในเชิงบวกอย่างเหลือเชื่อและมาตรฐานฟุตบอลก็ดีขึ้นมาก มีคนมีอิทธิพลอย่างมากในทีม"


    "จริงๆ แล้วการเข้าไปอยู่ในทีมชุดนั้นมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวในแต่ละตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่ ฟร้องค์ เลอเบิฟ และ มาร์กแซล เดอไซญี่ ในแนวรับ ไปจนถึง กัส โปเยต์, ร็อบบี้ ดิ มัตเตโอ และ เดนนิส ไวส์ ในแดนกลาง และ ฟรังโก้ โซลา ในแดนหน้ากับ ฮิวจ์ซี่"

    เลอ โซซ์ มาอยู่ในอะคาเดมี่ของ เชลซี ในปี 1987 ซึ่งเป็นช่วงที่สโมสรต้องเจอกับความยากลำบากหลังจบอันดับ 18 ใน ดิวิชั่น 1 (เดิม) ในฤดูกาล 1987/88 ต้องตกชั้นไปสู่ ดิวิชั่น 2

    "มันเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไร สโมสรกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก และ จอห์น ฮอลลินส์ ก็ถูกไล่ออกไม่นานหลังจากที่ผมย้ายมา มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากในตอนนั้น คุณต้องมีบุคลิกที่แข็งแกร่งเพื่อที่จะอยู่รอดในบรรยากาศแบบนั้น"

    "เพราะสโมสรตกชั้น ทุกคนต้องดูแลตัวเองและผู้เล่นบางกลุ่มก็กลายเป็นคนสำคัญ ดังนั้นมันมีเรื่องการเมืองในทีมและสำหรับดาวรุ่งที่พยายามพัฒนาฝีเท้ามันเป็นเรื่องยากเสมอ"

    แต่สำหรับแข้งหนุ่มอย่าง เลอ โซซ์ ไม่ได้สิ้นหวังไปซะทีเดียว การมาของ โทนี่ โดริโก้ ที่ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในแบ็กซ้ายชั้นเยี่ยม ซึ่งเขาได้เรียนรู้อย่างมากมาย


    "โทนี่ สู้เพื่อติดทีมชาติอังกฤษ และในมุมมองของผม ผมแทบไม่มีโอกาสแย่งตำแหน่งเขาได้เลย ส่วน ไคลฟ์ วิลสัน ก็เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมอีกคน พวกเขาเป็นนักเตะที่เก่งมาก แต่ผมก็แค่ก้มหน้าทำเต็มที่ในทีมสำรอง"

    "คุณได้เรียนรู้มากมายจากคนรอบตัวและถึงแม้สภาพแวดล้อมจะยากลำบากแต่ก็มีคนดีๆ มากมายเช่นกัน ผมไม่เพียงแค่เรียนรู้เกี่ยวกับฟุตบอลแต่ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตใน ลอนดอน และค้นพบตัวเองเมื่ออยู่ไกลบ้าน ผมมาจากเกาะเล็กๆ และกำลังค้นหาว่า ลอนดอน มีอะไรบ้าง มันเป็นเวลาที่ไม่แน่นอน แต่น่าตื่นเต้นไม่แพ้ในสนาม"

    "ความทรงจำในเกมใหญ่ครั้งแรกของผมคือตอนที่เราเจอกับ สเปอร์ส ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งผมได้ดวลกับ เทอร์รี่ เฟนวิค ที่ติดทีมชาติอังกฤษ ผมมีเกมที่ดีมากและทำทุกอย่างยกเว้นยิงประตูเท่านั้น คนที่จำเกมนั้นได้ยังคงบอกว่ามันเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดของผม นั่นคือตอนที่ผมด้าวขึ้นมาและสร้างความประทับใจ"

    เลอ โซ์ ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักเต็มตัวในฤดูกาล 1990/91 โดยถูกจับเล่นตำแหน่งกองกลางฝั่งซ้าย และต้องดิ้นรนอย่างหนักในการแย่งตำแหน่งนั้น

    "ผมไม่มีตำแหน่งไหนที่ผู้จัดการทีมจะพูดว่า 'ใช่ นี่คือตำแหน่งของนาย' ซึ่งทำให้การเล่นอย่างสม่ำเสมอยากขึ้นไปอีก แต่มันก็ช่วยให้ผมพัฒนาขึ้นในฐานะนักฟุตบอล เพราะในที่สุดผมก็เป็นที่รู้จักในฐานะฟู-แบ็กตัวรุกกับ แบล็คเบิร์น และต่อมาก็ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งผมเล่นในระบบที่หลากหลายทั้ง แบ็กซ้าย, วิล-แบ็ก และกองกลางฝั่งซ้าย"


    อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในปี 1993 กับการมาของ เดวิด เว็บบ์ ที่คุมทีมแทน เอียน พอร์เทอร์ฟิลด์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ของฤดูกาล 1992/93 และแค่เดือนเดียวต่อมา เลอ โซ์ ก็โดนปล่อยไป แบล็คเบิร์น

    "เว็บบ์ เป็นผู้จัดการทีมคนที่ 4 ของผมที่ เชลซี ในรอบ 6 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสโมสรแห่งนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนขนาดไหน - เขาเข้ามาคุมทีม เห็นผมเล่นแค่ครึ่งเกม แล้วตัดสินว่าผมไร้ค่า เขาพูดง่ายๆ ว่าเขาไม่คิดว่าผมจะมีอนาคต ผมพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วใช่ไหม!"

        ในฤดูกาล 1994/95 ก็เป็นตัวหลักในทีม "กุหลาบไฟ" ของ เคนนี่ ดัลกลิช และเขาก็ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษ ของ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ล ด้วย โดยในฤดูกาลนั้นเขาได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก และได้รับการยกย่องจากสื่อมากมายว่าคือฟูล-แบ็กที่ดีที่สุดของประเทศ    

    อย่างไรก็ตามการลาสโมสรไปของ เคนนี่ ดัลกลิช ทำให้บรรยากาศในทีมเปลี่ยนไปและความเป็นผู้นำของในทีมก็เริ่มจางหายไป

    กลับกันที่ เชลซี กลับมีพัฒนาการขึ้น การมาถึงของ เกล็น ฮ็อดเดิ้ล และ รุด กุลลิท ถือเป็นการประกาศว่าพวกเขาพร้อมขึ้นมาสู่เพื่อแย่งแชมป์ทั้งในลีกและระดับทวีปยุโรป


    และหลังจากที่ กุลลิท ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการทีม บอร์ดบริหารก็เสนอเงินทุนให้เขาเพื่อพัฒนาทีมชุดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ต่อไป จะต้องเป็นนักเตะที่ดีที่สุดเท่านั้น และเมื่อ สกอตต์ มินโต้ ย้ายออกไปตำแหน่งแบ็กซ้ายว่างลง

    เดือนสิงหาคม 1997, เลอ โซซ์ ก็กลับมาสู่บรรยากาศที่เขาเคยบรรยายเอาไว้อย่างชัดเจนและเขาก็มีความสุขภายใต้การคุมทีมของ กุลลิท แต่เช่นเดียวกับเคสของ คอลลินส์ สุดท้ายกุนซือชาวเนเธอร์แลนด์ ก็แยกทางกับ เชลซี ไม่ถึงหนึ่งฤดูกาลดีของการกลับมา

    "ผมเคยเห็นผู้จัดการทีมโดนไล่ออกในช่วงเวลาที่นี่มาแล้ว - รุด โดนไล่ออกและ ลูก้า (จานลูก้า วิอัลลี่) ก็เข้ามาและเราก็ประสบความสำเร็จภายใต้การคุมทีมของเขา แต่ด้วยทีมของ รุด มันทำให้สมดุลของสโมสรและทิศทางของสโมสรเสียไปบ้าง เพราะถ้ามองดูสโมสรที่ดีที่สุด พวกเขามีความสม่ำเสมอในการบริหารและผมคิดว่ามันทำให่นักเตะเข้าใจผู้จัดการทีมมากขึ้น"

    "ผมไม่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ คัพ วินเนอร์ส คัพ เพราะมีอาการบาดเจ็บที่น่องช่วง 3-4 สัปดาห์ก่อน ผมลงเล่นทุกเกมก่อนถึงนัดชิงชนะเลิศ ดังนั้นผมจึงได้แชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ นะ ถ้าคุณอยากพูดแบบนั้"

    "เกมรอบรองชนะเลิศกับ วิเชนซ่า ที่ เดอะ บริดจ์ พิเศษมาก บรรยากาศก็ยอดเยี่ยม มันคึกคักมากเมื่อแฟนบอลเข้ามาเชียร์ซึ่งแฟนๆ เชลซี ก็ส่งเสียดังมากยามเล่นเกมเยือน มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจเสมอ และเมื่อเกมเริ่มที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ มันก็ยอดเยี่ยมไปเลย ปกติบรรยากาศก็ดีอยู่แล้วและแฟนบอลก็ช่วยทำอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเรามีสถิติที่ดีมากในบ้านช่วงเวลานั้น"


    ถึงกระนั้น เลอ โซซ์ ก็เจอกับความผิดหวังอีกเมื่อพลาดเกมชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 2000 ที่ทีมเป็นแชมป์ โดยเขาบอกว่า "ผมพลาดการลงเล่นเกือบทั้งฤดูกาลนั้นหลังข้อเท้าหักที่ แบล็คเบิร์น ผมต้องผ่าตัดข้อเท้า 2 ครั้ง และต้องใช้เวลาพักฟื้นราว 9-10 เดือน"

    "ดังนั้นมันจึงเป็นปีส่วนตัวที่แย่มากสำหรับผม เพราะเราเริ่มต้นฤดูกาลได้ดีและเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมใน แชมเปียนส์ ลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ กาลาตาซาราย ที่ ตุรกี ที่เราเอาชนะพวกเขาไปได้ 5-0 - พวกเขาคว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพ โดยไม่แพ้ใครในฤดูกาลนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านั่นเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน"

    เมื่อ วิอัลลี่ ทำผลงานไม่ดีนักในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2000/01 ยุคสมัยใหม่ก็เริ่มต้นอีกครั้งและทุกอย่างก็สิ้นสุดลง

    "เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามารับตำแหน่ง และนั่นคือจุดที่เราสูญเสียโมเมนตัมไปอย่างมาก เพราะเขาทำให้ทีมพังทลาย น่าจะมีนักเตะหลายคนที่เขาต้องย้ายออกไปเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านในการดึงนักเตะดาวรุ่งเข้ามา แต่เขากลับทำแบบนั้นแบบที่ทำลายโมเมนตัมที่เรามี ทำให้เราไม่อาจคว้าแชมป์อะไรได้เลยหากมีเขาอยู่"

    แผนการเก่าๆ ถูกรื้อใหม่ ช่วงซัมเมอร์ 2001 แกนหลักของทีมทั้ง เดนนิส ไวส์, กุสตาโว โปเยต์ และ ฟร้องค์ เลอเบิฟ โดนปล่อยตัวออกไป ถึงกระนั้น เลอ โซ์ ยังอยู่กับทีมต่อ และย้ายออกจากทีมไปในซัมเมอร์ 2023 โดยเกมสุดท้ายในเสื้อของ เชลซี คือเกมเปิดบ้านชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ในนัดสุดท้ายของ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2022/23 ทำให้ทีมเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลถัดไปได้สำเร็จ

    ถือเป็นการปิดฉากอันน่าประทับใจ ฝากผลงาน 304 เกม ทำได้ 16 ประตูกับ 32 แอสซิสต์ คว้าแชมป์ ดิวิชั่น 2 (เดิม), ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ, ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ แชร์ริตี้ ชิลด์ (คอมมูนิตี้ ชิลด์ ในปัจจุบัน) กับสโมสร


ถ้าไม่อยากพลาดทุกข่าวสารของวงการกีฬา โปรดติดตามเรา :
เพิ่มเพื่อน
Share
Twitter
Share
ระดับ : {{val.member.level}}
{{val.member.post|number}}
ระดับ : {{v.member.level}}
{{v.member.post|number}}
ระดับ :
ดูความเห็นย่อย ({{val.reply}})